วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การเลี้ยงปลาคราฟ

การเลี้ยงปลาคราฟ 

ผมเองชอบเลี้ยงปลาคาร์พ ตั้งแต่เมืองไทยนิยมเลี้ยงใหม่ๆ ประมาณ 30 ปีก่อน  อากาศเมืองไทยเหมาะที่สุดในการเลี้ยงปลาคาร์พ  เชื่อกันว่าปลาคาร์พสร้างพลังให้แก่บ้านหรือร้านค้าของท่าน  เพราะเป็นสิ่งเคลื่อนไหวตลอดเวลา  เป็นปลานำโชค (ฮวงจุ๊ยพลังซี่) อีกทั้งปลาคาร์พยังเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความอบอุ่นในครอบครัวเพราะเป็นปลาที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มอย่างสันติ    ทางประเทศจีนและญี่ปุ่นเขาเชื่อเรื่องนี้มาก  เขาเชื่อว่าสามารถทำให้การค้าขายดีขึ้น และสร้างความสุขในครอบครัว   อีกทั้งผู้เลี้ยงหลายท่านที่ผมรู้จักยังยืนยันว่าตั้งแต่เลี้ยงปลาคาร์พที่บ้านทำให้คนในบ้านสุขภาพแข็งแรงขึ้นมาก ไม่ค่อยเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้ไม่อาจพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์  แต่ที่แน่ชัด  คือทำให้คนในบ้านมีความสุขในการเลี้ยงปลาคาร์พ  ทำให้ไม่ป่วยใข้ไม่เครียดก็เป็นได้นะครับฯ   ปลาคาร์พ เป็นปลาตระกูลเดียวกับ ปลาหลีฮื้อ (Common carp หรือ Silver carp) ปลาซ่งฮื้อ (Bighead carp) และปลาเฉาฮื้อ (Grass carp) เป็นปลากินพืช และสัตว์น้ำเล็กๆ  ปลาคาร์พทำให้ท่านมีความสุขแน่นอน  เหมือนเด็กอ่อนที่ขี้อ้อน เมื่อถึงเวลากินอาหารจะมาหาเราและเล่นกับเรา   เป็นปลาที่เลี้ยงเชื่องได้ง่ายมาก  มีอายุยืนยาวมากสามารถอยู่กับคนเลี้ยงเป็นเวลาหลายสิบปีทีเดียว ความมหัศจรรย์ของปลาคาร์พ ที่เพื่อนๆ ประสบมา บอกว่าปลาคาร์พเป็นปลาแสนรู้  ฝึกหัดได้ สอนให้จำสิ่งต่างๆได้  เข้าใจเจ้าของ  ปลาคาร์พเลี้ยงง่ายไม่มากเรื่อง   เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีเวลาน้อย คนสูงอายุหรือคนป่วยที่จำเป็นต้องอยู่บ้าน  ปลาคาร์พทำให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมที่มีความสุขทำให้ไม่เหงา ไม่เครียด ไม่เบื่อ  เช่นการให้อาหาร การดูแลบ่อแบบง่ายๆ ไม่ลำบาก (ในกรณีที่มีบ่อกรอง)    ปลาคาร์พ ไม่สร้างความรำคาญแก่เพื่อนบ้านเหมือนสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เช่นไม่ส่งเสียงดัง ไม่ส่งกลิ่นไม่ทำร้ายเด็กในบ้านเป็นต้น เป็นปลาที่ไม่ต้องดูแลมาก   เหมาะกับชาวกรุงเทพ ที่มีเวลาไม่มากนัก  และยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถชื่นชมในเวลากลางคืนอีกด้วย   ที่ญี่ปุ่นเขาเลี้ยงมานานมากแล้ว เลี้ยงมากว่า 200 ปีทีเดียว เขาซีเรียดมาก มีการประกวด พันธุ์ใหม่ๆ และตั้งชื่อใหม่ตลอดเวลา มีการประมูลราคาซื้อขายเป็นเงินที่แพงมากสำหรับปลาที่ชนะการประกวด  
 ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนสมัยนั้น ทำให้ผมมีเวลาเฉพาะวันหยุด  แทบทุกวันหยุด ผมมักจะไปเที่ยวและเยี่ยมชมตามฟาร์มต่างๆ ตลาดขายปลาคาร์พ ตามตลาดนัด และแหล่งขายต่างๆ   สมัยนั้น หนังสือ คู่มือการเลี้ยงหายากมาก   ผมจำเป็นต้องฝากเพื่อนชาวญี่ปุ่นซื้อหนังสือการเลี้ยงจากประเทศญี่ปุ่น และหนังสือดังกล่าวมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งราคาแพงมาก  ผมอ่านไม่ออกหรอกครับต้องหาคนแปลแบบทุลักทุเล   ผมจะถ่ายทอดวิธีเลี้ยงจากประสการณ์ของผมเองครับ แบบเข้าใจง่ายๆ หากท่านสงสัยประการใดกรุณา เมล์มาถามผมได้นะครับ

บ่อปลาคาร์พ
ปลาคาร์พเป็นปลาที่สวยงามตรงหลังปลา จึงไม่นิยมเลี้ยงในตู้กระจก บ่อปลาไม่มีกำหนดว่าจะต้องใหญ่ หรือเล็ก เอาอ่างอะไรก็ได้ที่มีเนื้อที่ให้ปลาได้ว่ายหน่อย  เพราะปลาคาร์พสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดีมาก ข้อสังเกตุคือปลาคาร์พเมื่อเลี้ยงไปเรื่อยๆ แล้วจะโตมาก ในเมืองไทยเคยเจอปลา ยาวกว่า 1 เมตรที่เลี้ยงในฟาร์ม  ฉนั้น บ่อใหญ่ย่อมดีกว่าบ่อเล็ก  บ่อลึกย่อมดีกว่าบ่อตื้น   เมื่อปลาอยู่ในพื้นที่ที่ใหญ่ ปลาจะร่าเริงมีความสุข  ในบ่อปลาต้องไม่มีสิ่งประดับต่างๆที่เป็นของมีคมเช่น หิน หรือตุ๊กตาหินเป็นต้น และไม่ควรเลี้ยงไม้น้ำในบ่อ เพราะใบไม้ที่ร่วงจะไปอุดตันปั้มน้ำได้ และซากใบไม้จะทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่าย  บ่อเลี้ยงควรมีบ่อกรองหรือบ่อบำบัด เพราะบ่อกรองเป็นหัวใจของบ่อปลาทีเดียว  เพื่อไม่ทำให้เรายุ่งยากในการเปลี่ยนน้ำ เท็คโนโลยี่ของบ่อกรองเวลานี้ นักวิทยาศาสตร์เขาคิดได้ดีมาก เพราะไม่เพียงแต่การกรองขี้ผงเท่านี้ ยังสามารถมีระบบย่อยสลายสิ่งขับถ่ายจากปลาอีกด้วย (biofilteration)  คือเป็นการสร้างหรือเพาะเชื้อจุลินทรีย์ที่ดี ทำให้น้ำสะอาดมีคุณภาพ  ภายในบ่อปลาต้องทาด้วยสีที่ผสมจากยางพาราเช่นพวกฟิ้นโค๊ด   ท่านอาจสังเกตุปลาบางครั้งจะตกใจและว่ายชนบ่อทำให้บาดเจ็บ   คนส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากในการซื้อปลา แต่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพน้ำ หรือการสร้างบ่อปลาที่ถูกต้องนั่นเอง บ่อกรองนำเข้ามีราคาแพงมาก แต่ไม่จำเป็นครับ เราสามารถทำบ่อกรองติดกับบ่อปลาหรือแยกส่วนก็ได้ไม่แพ้ของนอก  ยังดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย  บ่อต้องแข็งแรงเพื่อรองรับความดันของน้ำ  ก่อนนำปลาลงบ่อต้องแช่น้ำบ่อด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 วันเพื่อไม่ให้บ่อมีกลิ่นซีเม็นท์ 

น้ำเลี้ยงปลา

สาเหตุการตายอันดับหนึ่งของปลาคือน้ำ ปลาไม่กินอาหารเป็นเวลาหลายวันจะไม่ตาย แต่ถ้าน้ำไม่ดี หรือน้ำเน่าเสีย ปลาจะตาย ทำไมจึงต้องมีการกรองและการบำบัดน้ำ น้ำที่เลี้ยงปลาที่ดีที่สุดควรเป็นน้ำประปา น้ำประปา ได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรคและบำบัดมาแล้ว และทางบริษัทผลิตน้ำประปายังยืนยันว่า เราๆ ยังสามารถดื่มได้อีกด้วยโดยไม่ต้องต้มให้สุก  จึงเป็นน้ำที่ดีที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลาทั่วๆ ไป  และค่า พี เอช ของน้ำประปาไม่มีกรดหรือด่าง อยู่ตรงกลางพอดี 
ก่อนปล่อยปลาในบ่อที่เพิ่งสร้างใหม่ เฉพาะครั้งแรกเท่านั้น  ต้องพักน้ำซัก 2-3 วันเพื่อให้คลอรีนระเหย และควรเปิดปั้มน้ำเพื่อการบำบัดและเพื่อการเพาะเชื้อแบตทีเรียที่ดี ควรเอากุ้งเน่าลงไปในบ่อซัก 2-3 ตัวครับ เพื่อเป็นการเพาะเชื้อที่ดีได้เร็วขึ้น ก่อนซัก 4-5 วันด้วยนะครับ  และปลาจะได้มีภูมิคุ้มกันโรคอีกด้วย  เพื่อความไม่ประมาทควรทดสอบน้ำโดยการปล่อยปลาราคาถูกลงไปในบ่อซักตัวสองตัวก่อนเหมือนหนูลองยาทำนองนั้นครับ  เมื่อเลี้ยงปลาไปได้ซักพักหนึ่งน้ำอาจสกปรกบ้าง  จงพยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนน้ำนะครับ  เราแค่เติมน้ำเมื่อน้ำขาดหรือระเหิยเท่านั้น  ปลาจะปรับตัวกับน้ำใหม่ได้ยากและติดเชื้อใหม่ได้ง่าย อาจช๊อค และว่ายน้ำแบบตกใจทำให้หลังหักและอาจตายทันทีอย่างน่าเสียดาย  ผมสังเกตุดูผู้เลี้ยงปลามือใหม่ชอบเปลี่ยนน้ำปลามากและเปลี่ยนบ่อยด้วย  น้ำดีทำให้ปลาไม่เครียด และว่ายน้ำตลอดเวลา ไม่ทำให้ปลาเป็นโรค หรือแทบไม่ต้องใช้ยารักษาเลย

การเลือกปลา

การเลือกปลาเราต้องเป็นคนที่เลือกเองจงมั่นใจในตัวเองพยายามอย่าให้คนขายเลือกเพราะคนขายส่วนใหญ่มักจะเลือกปลาที่ไม่แข็งแรงและปลาผิดสเป็คให้ (เขารู้แน่นอน) เราควรเป็นคนกำหนดเองว่าเป็นปลาตัวใหน ถ้าท่านไม่ชำนาญเรื่องการเลือก ควรหาผู้รู้ไปเลือก  ปลาที่จะซื้อต้องจับยากว่ายน้ำเก่งและแข็งแรง  ไม่ซึม พิจารณาถึงรูปร่างด้วย ได้สัดส่วน  ผิวไม่มีตำหนิ  ตามตัว ครีบและหางไม่มีแผล จงระวังการซื้อปลา ท่านอาจซื้อปลาที่ติดโรคมา ซึ่งอาจทำให้ปลาที่มีอยู่เดิมของท่านตายยกบ่อได้ ปลาคาร์พแพงหรือถูกไม่ใช่อยู่ที่ขนาดใหญ่  แต่เป็นที่ลายและสี ของปลา ปลาคาร์พมีหลายสีต่างก็มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นมากมาย  ปลาที่แพงไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นปลาสวย บางตัวแพงเพราะเป็นลายที่หายาก แต่อาจดูไม่สวยก็ได้  ปลาที่มีราคาคือมีลาย เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูกลมกลืนขอบสีต้องคม   ลายที่นิยม เช่น ตันโจเป็นต้น   เพราะว่าไปเหมือนธงชาติของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าปลาจะมีสีเดียว หรือสลับสี 2 หรือ 3 สี ลายสีต้องเรียบร้อย เป็นสัดส่วน ไม่เปรอะ เลอะ สีปลา ต้องมีเฉพาะด้านหลังของปลาเท่านั้น   ถ้าเกิดขึ้นที่แก้ม ที่ท้อง หรือที่ครีบ  ราคาจะตกอย่างมาก  คนที่เพาะปลาขาย แต่ละคอกอาจไม่มีลายตาม สเป็ค เลยก็ได้  ทำให้ขายไม่ได้ราคา  ลายสวยๆตามตำรานั้น ราคาเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนครับ อย่าบอกว่าแพง  เพราะเขาคัดมาจากจำนวนมากทีเดียว เหลือไม่กี่ตัวที่มีลายตามตำรา   ส่วนใหญ่ปลาที่มีลายตามตำราจะนำเข้าจากญี่ปุ่นครับ  เพราะคนญี่ปุ่นเป็นคนทำอะไรจริงจังและตั้งใจมาก   ผมรู้จักคนญี่ปุ่นดีเพราะเคยทำงานกับเขาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี    แต่ถ้าปลาที่ไม่ตามตำรา  พวกนี้จะหาง่ายมากตาม ตลาดซันแดน์ ร้านค้าเขาจะเลาะทิ้งและขายใน ราคา แค่ 10-20 บาทเท่านั้น หรือด้อยลงมาจาก สเป็คหน่อย ราคาก็เป็นแค่หลัก ไม่กี่ร้อย 
ข้อควรระวัง เมื่อท่านได้ซื้อปลาจากร้านทั่วๆ อย่าเพิ่งปล่อยปลาลงบ่อทันทีนะครับ   ต้องแช่ปลาพร้อมถุงที่ซื้อมาลงในบ่อก่อนอย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้ปลาปรับอุณหภูมิก่อน แล้วค่อยๆ เปิดถุงปลา และ ปล่อยปลาลงบ่อ  เป็นวิธีเพื่อไม่ให้ปลา ช๊อคน้ำครับ ทำนองเดียวกัน ถ้าท่านต้องการทำบุญปล่อยปลาตามแม่น้ำลำคลอง หรือตามวัดต่างๆ  ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน มิฉนั้น  นอกจากไม่ได้บุญแล้ว ยังเป็นบาปติดตัวอีกด้วย   ผมขอแนะนำอีกเรื่อง ก็คือ เมื่อปล่อยปลาลงบ่อแล้ว อย่าเพิ่งให้อาหารปลาครับ อย่างน้อย 2-3 วัน เพราะว่าปลากำลังเปลี่ยนสถานที่ และเปลี่ยนน้ำ ปลาจะเครียดและ ทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ดี เมื่อกินอาหาร อาจทำให้ท้องอืดและท้องเสีย  อาจตายได้ครับ ผมเองเจอมาแล้ว ทำใจไม่ได้เป็นเวลาหลายวันทีเดียว ต้องใจเย็นนะครับ!

การเลี้ยงปลา

ปลาคาร์พจัดว่าเป็นปลาที่อึด ทน แข็งแรง เลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมากเหมือนสัตว์เลี้ยงอื่นๆ สามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพอากาศต่างๆ  และน้ำที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี    เป็นปลาที่น่ารักมาก เชื่อง รักสันติ เป็นปลาที่ชอบสังคม ชอบอยู่เป็นกลุ่ม เพราะฉนั้น เราควรเลี้ยงอย่างน้อย 3 ตัวในบ่อๆ หนึ่ง  ระบบน้ำเลี้ยงนั้น  น้ำต้องวนตลอดเวลา คือการใช้ปั้มน้ำ เพื่อผ่านขบวนการ การกรองตลอดเวลา   ถ้าท่านมีพื้นที่เลี้ยงใหญ่หน่อย และปล่อยปลามากหน่อย  ปลาจะว้ายน้ำเป็นฝูง สวยงามมาก ทำให้เราเพลิดเพลิน พวกเขาอย่างมีความสุข  ปลาคาร์พกินอาหารไม่ค่อยเลือกเช่น ลูกน้ำ กุ้งฝอย หนอนนก อาทีเมีย แต่อาหารสดมีเชื้อโรคมากมาย ผมไม่อยากแนะนำให้ใช้หรอกครับ  ใช้อาหารเม็ดดีกว่า  เวลานี้อาหารปลาคาร์พมีจำหน่ายแบบสำเร็จรูป เป็นจำนวนมาก  แล้วแต่ยี่ห้อ ควรให้อาหารพวกผสม สาหร่ายสปิฐลิน่า (สาหร่ายเกลียว) เพื่อเร่งสี และความเพลิดเพลินในสีที่สวยงาม   บางครั้งเราอาจลืมซื้ออาหารให้ปลา  ก็ สามารถใช้พวกอาหารทั่วไปเช่น อาหารเม็ดสำหรับปลากินพืช  หรืออาหารปลาดุกก็ได้ ถ้าไม่มีจริงๆ ข้าวสวย หรือขนมปังแก้ขัดไปก่อนก็ยังได้ แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำเสีย ปลาคาร์พจะกินแก่งมากเราอย่าตามใจเขา เขาอิ่มยังต้องการกินอีก เพราะการกินมากเกินไปจะทำให้ปลาถ่ายของเสียมากทำให้น้ำเน่าเร็ว  เมื่อมีตระไคร่น้ำเกาะขอบบ่อ ไม่ควรขัดออก เพราะนั่นเป็นสารอาหารอย่างดีของปลา และยังเป็นการรักษาระบบนิเวศน์ได้อย่างดี  อากาศหนาวไป หรือร้อนมาก ปลาจะกินอาหารน้อยหรือไม่กินเลย อย่าฝืนครับ  โชคดีที่บ้านเรามีหน้าหนาว แบบไม่หนาวมากและมีไม่นาน    ต้องคอยระวังถ้าปลากินอาหารไม่หมด จะเหลือเศษอาหารทำให้น้ำเสียได้ ต้องคอยตักออก  เลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีชีวิตทุกชนิดต้องเลี้ยงด้วยความรัก  ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดูแลอย่างดี  ต้องคอยสังเกตุว่าปลามีอาการแบบใหน ผิดปรกติไม๊เป็นต้น    อ๊อกซิเย็นต์ ต้องมีตลอดเวลาทั้ง กลางวันหรือกลางคืน   บ่อมาตรฐานนั้นช่างเขาจะเน้น ระบบ แอร์เจ๊ท ให้อยู่แล้ว สร้าง อ๊อกฯ ได้ดีอยู่แล้ว
แสงแดดก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ควรมีแดดส่อง อย่างน้อยซัก 3-4 ชั่วโมงต่อวัน ควรให้ช่างทำบ่อมีร่มเงาบ้าง มีแดดส่องถึงบ้าง ถ้าแดดร้อนจัด ปลาเขาจะไปแอบในที่ร่มเองอย่างมีความสุข เหมือนคนที่อยู่นอกบ้านนานๆ จะเข้าไปหลบในที่ร่ม หรือศูนย์การค้าอะไรอย่างนั้น  ควรทำสะพานเล็กๆ สำหรับคนข้ามเพื่อความสวยงามของบ่อ และตัวปลาจะชอบแอบอยู่ใต้สะพานด้วย    สำหรับบ่อปลาที่อยู่ภายในบ้าน ก็ให้มีนีออน แสงอาทิตย์ โดยการตั้งเวลา timer ถ้าปลาโตขึ้นนั่นหมายความว่าประชากรเริ่มหนาแน่น  ควรตักบางตัวออกบ้าง

ปลาป่วย

ปลาก็เหมือนคน มีอาการป่วย แล้วแต่ความต้านทานโรคของปลาแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็น เชื้อโรคจากแบ็ตทีเรีย   อาการต่างๆ เราสังเกตุได้ไม่ยาก คือ ปลาจะไม่กินอาหาร และมีอาการซึม มักจะแอบอยู่ตามซอกหรือมุมบ่อ   ต้องแยกปลาป่วยออกทันที มิฉนั้นจะติดตัวอื่นๆ และให้สังเกตุ โรคเฉพาะอย่าง  อย่างเช่นโรคเน่าเปลื่อย โรคจุดขาว หนอนสมอ เชื้อรา เห็บ ยามีจำหน่ายที่ร้านขายปลาทุกชนิดเวลาซื้อต้องบอกอาการของปลาก่อน ถ้าผู้ขายไม่ทราบการจัดยา เราควรอ่านฉลากยาเองครับ   ยานั้นจะเป็นยาปฎิชีวนะส่วนใหญ่  ผู้เขียนเองไม่ทราบอาการป่วยของปลา  บางครั้งเคยใช้พวกยาแก้อักเสบหรือยาเหลืองที่ใช้กับคนก็ได้ผลบ้าง เกลือแกงก็ใช้ได้บางกรณี  แต่อย่างไรก็ตามปลาแทบจะไม่ป่วยถ้าท่านเลี้ยงแบบถูกต้อง ถ้าน้ำไม่ดีหรือน้ำกรองไม่สะอาด เราอาจดูดน้ำจากก้นบ่อออกบ้าง ไม่เสียของหรอกครับ   ดูดไป รดต้นไม้ในสวนของเราไป  ได้ปุ๋ยดีอีกด้วยนะครับ

ปลาคาร์พมักเจ็บป่วยและตายจากความเครียด

ความเครียดของปลาคาร์พ มาจากหลายสาเหตุเช่น     
1.    ค่า pH ของน้ำต้องอยู่ตรงกลาง ต้องคอยสังเกตุ โดยเช็คจากเครื่องมือวัดค่า ซึ่งมีขายทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงปลา 
      2.   อุณหภูมิของน้ำในบ่อกระชาก กลางวันน้ำร้อนจัด กลางคืนน้ำเย็นเกินไป   (สาเหตุบ่อเล็กเกินไป)      3.   ต้องคอยเช็คค่าของเสียของน้ำคือ ค่าแอมโมเนียหรือค่าไนไตรท์ (เครื่องมือมีขายตามร้านอุปกรณ์เลี้ยงปลาเช่นกัน)    
             ถ้าจะเปลี่ยนน้ำ  อย่าเปลี่ยนทั้งหมด ควรเปลี่ยนแค่ครึ่งบ่อ 
      4.   น้ำเสีย สะสมของเสีย (ขี้ปลา) และอาหารที่กินไม่หมด (ให้อาหารมากเกินไป ระบบการหมุนเีวีิยนของน้ำไม่ดี การกรองน้ำไม่ดี)
      5.   แย่งกินอาหารไม่ทัน เพราะเลี้ยงปลามากเกินไป ควรคัดออกบ้าง ขายทิ้งบ้าง
      6.   ออกซิเยนต์ในน้ำน้อยเกินไป (ระบบบ่อขาดการสร้างออกซิเยนต์) 
      7.   น้ำมีเชื้อโรคต่างๆ มากมาย (สร้างระบบกรองที่ดีกว่า และเพิ่มรังสี ยูวี)
ปลาคาร์พไม่ชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้องอยู่อย่างน้อย สามตัว เพราะเป็นสัตว์สังคม แม้กระทั่งปลาป่วยที่ต้องแยกออกมารักษาต่างหาก ก็ต้องมีอย่างน้อย สองตัวขึ้นไปเช่นกัน)
คนเลี้ยงต้องคอยสังเกตุปลาของท่านตลอดเวลา เมื่อเห็นปลาซึมเมื่อไหร่ ให้ทราบได้เลยว่าปลาของท่านกำลังป่วยต้องแยกออกมารักษา ข้อนี้สำคัญมาก เพราะอาจทำให้ปลาทั้งบ่อติดโรคไปด้วย

ศัตรูของปลาคาร์พ

ถ้าบ้านท่านอยู่ในตัวเมืองก็ไม่ต้องกลัว แต่ถ้าอยู่ในชนบท ต้องระวังพวกนกกินปลาต่างๆ ตัวนาก ตัวเงินตัวทอง งู  ถ้าท่านพบว่าปลาของท่านถูกทำร้าย อาจมีแผลต้องแยกปลาออกมารักษาต่างหาก  โดยการโรยยาแก้อักเสบและเปลี่ยนน้ำครึ่งหนึ่งทุกวัน  ปลาบาดเจ็บจะไม่กินอาหาร ไม่ต้องห่วงครับ ไม่ต้องให้อาหารในเวลานี้  ยิ่งเราฝืนให้อาหารอีก น้ำจะเสีย ทำให้เกิดการเพาะเชื้อโรคมากขึ้น  เมื่อปลามีอาการดีขึ้นให้สังเกตุปลาเริ่มเคลื่อนไหว

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การเลี้ยงปลาตะเพียน


ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาพื้นเมืองและเป็นปลาที่คนไทยทั่วทุกภาค ของประเทศรู้จักปลาตะเพียนขาวมีชื่อสามัญหรือภาษาอังกฤษว่า Jawa หรือ carp มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Puntius gonionotus (Bleeker) เป็นปลาที่สามารถ นำมาเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์ได้ง่ายจึงเป็นปลาพื้นเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้ ส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงชนิดหนึ่ง ในด้านโภชนาการนั้นเป็นปลาที่ได้รับ ความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยทั้งในเมืองและชนบท
การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนขาวได้ดำเนินการเป็นครั้งแรกก่อนปี พ.ศ. 2503 ที่สถานีประมง (บึงบอระเพ็ด)นครสวรรค์ต่อมาการเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้รับการพัฒนาทั้งวิธีเลียนแบบธรรมชาติและผสมเทียมซึ่งสามารถเผยแพร่และจำหน่ายอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย
ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบแหลมอินโดจีนชวาไทยสุมาตราอินเดียปากีสถานและยังมีชุกชุมในถิ่นดังกล่าว สำหรับประเทศไทยเรานั้นมีอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ อันได้แก่ แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึงต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ

อุปนิสัยและคุณสมบัติบางประการ

1. ความเป็นอยู่
ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่หลบซ่อนอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีกระแสน้ำไหลอ่อนๆ หรือน้ำนิ่ง เป็นปลาที่ทนต่อสิ่งเปลี่ยนแปลงและ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทั้งยังเจริญเติบโตในน้ำกร่อยที่มี ความเค็มไม่เกิน 7 ส่วนพัน อุณหภูมิเหมาะสมสำหรับปลาชนิดนี้อยู่ระหว่าง 25 - 33 องศาเซลเซียส
2. นิสัยการกินอาหาร
2.1 ระบบการกินอาหาร การตรวจสอบระบบการกินอาหารของ ปลาตะเพียนขาว ขนาด 12.5 - 25.5 เชนติเมตร พบว่า มีฟันในลำคอ (Pharyngeal teeth) เป็นชนิดกัดบดแบบสามแถว มีซี่เหงือกสั้นๆ อยู่ห่างกัน พอประมาณ ท่อทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารไม่มีลักษณะแตกต่างจากลำไส้ ลำไส้มีผนังบาง ๆ ยาวขดเป็นม้วนยาว 2.02 - 2.73 เท่า ความยาวสุดของลำตัว
2.2 นิสัยการกินอาการ กล่าวกันว่าลูกปลาตะเพียนขาววัยอ่อน กินสาหร่ายเซลล์เดียวและแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ส่วนพวกปลาขนาด 3 - 5 นิ้ว กินพวกพืชน้ำ เช่น แหนเป็ด สาหร่ายพุงชะโด ผักบุ้ง สำหรับปลาขนาด ใหญ่สามารถกินใบพืชบก เช่น ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง หญ้าขน ๆลๆ พบว่าปลาตะเพียนขาวหาอาหารกินในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน
3. การแยกเพศ
ลักษณะภายนอกของปลาตัวผู้คล้ายคลึงกันมากแต่เมื่อใกล้ผสมพันธุ์ จะสังเกตได้ง่ายขึ้นคือ ตัวเมียจะมีท้องอูมเป่งพื้นท้องนิ่มและรูก้นกว้างกว่าปกติ ส่วนตัวผู้ท้องจะแบนพื้นท้องแข็ง ถ้าเอามือลองรีดเบาๆ ที่ท้องจะมีน้ำสีขาวขุ่น คล้ายน้ำนมไหลออกมา หากเอามือลูบตามแก้มจะรู้สึกสากมือ
ภาพที่ 1 เปรียบเทียบลักษณะปลาตัวผู้และตัวเมียที่สมบูรณ์เพศ
ภาพที่ 2 เปรียบเทียบลักษณะเพศปลาตัวผู้และตัวเมีย

การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว

การเลี้ยงปลาตะเพียนมีรูปแบบการเลี้ยงหลายลักษณะ ได้แก่ การเลี้ยงในบ่อดิน ในนาข้าว ในร่องสวน และการเลี้ยงปลาในกระชัง ส่วนมากนิยมเลี้ยงปลาในบ่อดินกันมาก
การเลี้ยงปลาตะเพียนในบ่อดิน
     บ่อที่ใช้เลี้ยงปลาตะเพียนควรมีขนาดตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไปน้ำลึก 1 เมตร ควรมีการเตรียมบ่อโดยโรยปูนขาว อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่บ่อ 10 ตารามเมตร ถ้าเป็นบ่อเก่าควรกำจัดวัชพืชออกให้หมด ลอกโคลนเลนและแต่งคันบ่อให้เรียบร้อย ตากบ่อให้แห้งประมาณ 7 วัน การใส่ปุ๋ยถ้าเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่ในอัตรา 50 – 200 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ใช้ 4 กิโลกรัมต่อไร่ (ปุ๋ยยูเรีย) สำหรับอัตราการปล่อยปลาที่เหมาะสมนั้นควรปล่อย 2 – 3 ตัวต่อตารางเมตร
อาหาร
      ปลาตะเพียนขาวสามารถกินอาหารได้หลายชนิด แต่โดยธรรมชาติแล้วปลาตะเพียนขาวขนาดเล็กไม่เกิน 3 นิ้ว จะกินพวกแพลงก์ตอนพืช และแพลงก์ตอนสัตว์ เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงเปลี่ยนมากินอาหารเป็นพวกพืชน้ำชั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงควรมีทั้งการสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อเลี้ยงในระยะเริ่มต้น เพื่อลดอัตราการตายเนื่องจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของปลาพร้อมทั้งการให้อาหาร สมทบที่มีโปรตีนในอาหารที่เหมาะสม
การให้อาหาร
     การให้อาหารปลาตะเพียนขาวจะให้ในอัตรา 3 – 10 % ของน้ำหนักปลาที่เลี้ยง (ปลา 100 กรัมให้อาหาร 3 – 10 กรัม) ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของปลา ปลาขนาดเล็กจะต้องการอาหารที่มากกว่าปลาขนาดใหญ่ โดยให้วันละ 1 – 2 ครั้ง การให้อาหารควรให้ตรงเวลา และสม่ำเสมอในบริเวณเดียวกันทุกครั้ง
ภาพที่ 3 การให้อาหารปลาตะเพียนขาว
โรคพยาธิและการป้องกันรักษา
     ปลาตะเพียนมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ค่อนข้างไว เช่นการเปลี่ยนอุณหภูมิในรอบวัน ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเป็นกรด – ด่างของน้ำ ตลอดจนสารพิษต่าง ๆ ที่มากระทบ ดังนั้นการจัดการด้านคุณภาพน้ำที่ใช้เลี้ยงปลามีความจำเป็นเพราะเป็นการป้องกันการเกิดโรคไว้ล่วงหน้าก่อน
สาเหตุที่ทำให้ปลาเป็นโรค

- นำลูกปลาติดโรค
–พยาธิมาเลี้ยงโดยได้กำจัดโรคพยาธิเสียก่อน
 - เลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป
- ให้อาหารมากเกินไป
- น้ำมีคุณภาพเสื่อมโทรมลง
 - คุณภาพอาหารต่ำหรือไม่สด

การเลี้ยงปลาสวาย

การเลี้ยงปลาสวายในบ่อปูนซีเมนต์
นายบุญชิต สมัตถะ ประธานศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านท่าแจ้ง ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เชี่ยวชาญการทำเกษตรผสมผสานเน้นเกษตรอินทรีย์พึ่งพาตนเอง เปิดศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรเข้ามาอบรมหาความรู้ด้านการเกษตรสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วันนี้จะแนะนำวิธีการเลี้ยงปลาสวายในบ่อปูน ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ดังนี้
http://www.rakbankerd.com/kaset/Animal/


การจัดเตรียมพื้นที่และวิธีการเลี้ยงปลาสวายในบ่อปูน
1.ซื้อปลาสวายเล็ก ราคาตัวละ 2 บาท 2,000 ตัว นำมาใส่กระชังอนุบาลไว้
2.ให้อาหารปลาดุกเล็กวันละ 1 ครั้งให้ตอนบ่าย
3.เตรียมบ่อขนาด 2x4 เมตร สูง 1 เมตร
4.ใส่น้ำลงบ่อที่เตรียมไว้ลึก 80 เซนติเมตร และนำท่อนกล้วยมาผ่า 4 ซีก แกะออกเป็นแผ่นเอาลงแช่น้ำ 1 อาทิตย์ แล้วนำปลาลงบ่อเลี้ยง การนำท่อนกล้วยลงแช่เพื่อดูดสารจากปูนและกลิ่นปูนที่อาจทำให้ปลาตายได้
5.หลังเอาปลาลงเลี้ยงให้นำอาหารปลาดุกเล็กให้ปลาในเดือนแรกเป็นเวลา 1 เดือน อาจจะนำผักสดให้เป็นอาหารเสริมก็ได้
6.เดือนที่สองให้หัวอาหารปลาดุกกลางเป็นอาหาร 2 เดือน ต่อมาให้เป็นอาหารปลาดุกใหญ่ การเลี้ยงปลาสวายจะดูแลง่าย ทนโรค เลี้ยงไว้ประมาณ 5 เดือน สามารถจำหน่ายได้ ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท
7.ใส่น้ำหมักชีวภาพสูตรฮอร์โมนน้ำแม่ เดือนละ 1-2 ลิตร เพื่อช่วยปรับสภาพน้ำ

สูตรน้ำหมักฮอร์โมนแม่
ส่วนผสม
1.ยอดผักบุ้ง หน่อกล้วย หน่อไม้ รวมกัน 10 กก.
2.กากน้ำตาล 10 ลิตร
3.ฟอสเฟต 10 กก.
4.รำละเอียด 2.5 กก.
5. เกลือ 2 ขีด
6.หัวเชื้อ 1 ลิตร ((กากน้ำตาล 4 ลิตร +สารเร่งพด2.1 ซอง+น้ำ 200 ลิตร ผสมกัน)
7. น้ำ 70 ลิตร

วิธีการทำ
1.นำผักมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
2.นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 15 วัน สามารถนำไปใช้ได้
การนำไปใช้ น้ำหมัก 2-3 ช้อนแกง ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยบำบัดน้ำเสียปรับสภาพน้ำ

การเลี้ยงปลาไน



                 ปลาไน   

รูปร่างลักษณะ

            ปลาไนเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งอยู่ในจำพวกปลาตะเพียน  มีร่างกายแข็งแรงและรูปลักษณะคล้ายปลาตะเพียน  ปลาเล็ก  ไม่มีฟัน  ริมฝีปากหนา  และมีหนวดสี่เส้น  ครีบหลังเป็นครีบเดี่ยวยาวติดกันเป็นพีด  สีของลำตัวจะมีน้ำหนักเป็นสีเงินปนเทา  บางทีก็เหลืองอ่อน  หรือบางตัวเป็นสีทอง
            ปลาไนชอบอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ  ลำคลอง  หนอง  บึง  ที่มีพื้นเป็นดินโคลน  กระแสน้ำไหลอ่อนเกือบจะนิ่ง  ชอบอยู่ในน้ำอุ่นมากกว่าในน้ำเย็นไม่ชอบน้ำใสจนเกินไป  โดยปกติมีนิสัยขลาด  แต่สามารถฝึกให้เชื่องได้โดยวิธีการให้อาหาร  ชอบวางไข่ในพื้นที่ตื้น  เป็นปลาที่อดทนต่อดินฟ้าอากาศปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้รวดเร็ว  ดังนั้น จึงเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย  โตเร็ว

ลักษณะเพศและการแพร่ขยายพันธุ์

            ลักษณะเพศ  รูปร่างลักษณะภายนอกของปลาไนตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก  การสังเกตลักษณะของเพศได้  ต้องอาศัยความชำนาญ  คือตัวเมียมีลำตัวป้อม  ช่วงท้องตอนล่างอวบใหญ่แบน  ส่วนตัวผู้มีลำตัวเรียวยาว  โดยเฉพาะในฤดูวางไข่  ตัวเมียท่องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง  พื้นท้องนิ่ม  หากเอามือบีบท้องปลาเบาๆ  ไข่จะไหลออกมาทางช่องเพศ  ส่วนปลาตัวผู้  พื้นท้องไม่อูมเป่งแต่พื้นท้องจะมีความตึงค่อนไปทานแข็ง  ถ้าเอามือบีบไล่ไปทางช่องทวารเบาๆ  จะมีน้ำสีขาวๆ  คล้ายน้ำนมไหลออกมาจากช่องเพศ  และถ้าเอามือลูบที่แก้มหรือเกล็ดตามตัวจะรู้สึกสาก  ส่วนของตัวเมียจะมีลักษณะลื่นกว่า
            ฤดูวางไข่  ย่อมแตกต่างกันบ่างตามแต่อากาศและฤดูกาลของแต่ละประเทศ  เช่น  ปลาไนที่เลี้ยงอยู่ในบ่อเมืองกวางตุ้ง  ประเทศจีน  จะวางไข่ในเดือนธันวาคม  ในฮ่องกง  ปลาไนจะวางไข่ในเดือนมกราคม  และในแถบเยงซี  ปลาไนจะวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน  ในญี่ปุ่นฤดูวางไข่ของปลาไหนเริ่มตั้งแต่  เดือนเมษายน  ถึง เดือนพฤษภาคม  สำหรับในประเทศไทย  ปลาไนสามารถที่จะวางไข่ได้ทุกฤดู  แต่ก็มีระยะหนึ่งซึ่งปลาไนสามารถวางไข่ได้มากที่สุด  ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน  ปลาไนจะเติบโตพอที่จะสืบพันธุ์ได้  เมื่อมีอายุประมาณ  6  เดือน  ความยาวประมาณ  25  ซม.  ในฤดูหนึ่ง  แม่ปลาตัวหนึ่งอาจวางไข่ได้ถึง  2  ครั้ง

บ่อเลี้ยงปลาไน

            บ่อที่ใช้เลี้ยงปลาไน  ควรแบ่งออกเป็น  3  ชนิด  คือ 
1.  บ่อผสมพันธุ์สำหรับพ่อ  แม่ปลา    บ่อผสมพันธุ์  ไม่ควรลึกหรือมีขนาดใหญ่โตนัก  ควรมีขนาดประมาณ  50  ตารางเมตร  ความลึกของน้ำประมาณ  1  เมตร  เหมาะสำหรับแม่ปลาขนาด  1-2  กิโลกรัม  จำนวน  2-4  ตัว น้ำที่จะระบายเข้าบ่อควรเป็นน้ำสะอาดไม่ใสหรือขุ่นจนเกินไป  เพราะจะทำให้ไข่ปลาเสียเนื่องจากเชื้อรา
2.  บ่ออนุบาล  เป็นบ่อที่ใช้ฟักไข่ปลาที่แม่ปลาวางไข่ในบ่อผสมพันธุ์ขนาดของบ่อควรมีเนื้อที่ประมาณ  400-800  ตารางเมตร  ความลึกของน้ำไม่เกิน  1  เมตร  ก่อนย้ายไข่จากบ่อผสมพันธุ์มาฟักในบ่ออนุบาล  ต้องจับศัตรูของลูกปลาออกให้หมด  เช่น  กบ  เขียด  ปลากุก  ปลาช่อน  ฯลฯ  บ่อนุบาลนี้อาจใช้เป็นบ่อเลี้ยงด้วยก็ได้
3.  บ่อเลี้ยง  ใช้เลี้ยงลูกปลาที่มีอายุตั้งแต่  2-3  เดือนขึ้นไป  โดยแยกมาจากบ่ออนุบาล  บ่อเลี้ยงนี้จะใช้เลี้ยงปลาไนจนเติบโตได้ขนาดที่จะขายได้  ดังนั้นบ่อเลี้ยงจึงควรเป็นบ่อขนาดใหญ่  และมีน้ำลึกประมาณ  1-2  เมตร  ตลอดปี

การเลี้ยงลูกปลา

            ลูกปลาอายุประมาณ  3-4  สัปดาห์ ขนาดตัวยาว  3-5  ซม.  นั้นมีโอกาสตายได้ง่ายมาก ดังนั้นการให้อาหารในระยะนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
            1.  ลูกปลาขนาดยาวไม่เกิน  3  ซม.  จะมีอวัยวะและเครื่องย่อยอาหารภายในร่างกายไม่แข็งแรงดีนัก  อาหารในระยะนี้จึงต้องเป็นอาหารธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน  ได้แก่  พวกพืช  และไรน้ำเล็กๆ  ซึ่งมีในน้ำ
            วิธีที่จะทำให้อาหารธรรมชาติในบ่อลูกปลาหรือบ่ออนุบาลควรใช้มูลสัตว์ที่ตากแห้งใส่ลงในบ่ออนุบาล  และควรทำเป็นสองระยะ  ระยะแรกควรใส่ปุ๋ยในเวลาที่ตากบ่อก่อนระบายน้ำเข้า  ประมาณ  250-300  กิโลกรัมต่อไร่  ระยะหลังควรใส่ปุ๋ยหลังจากที่ลูกปลาอยู่ในบ่ออนุบาลแล้ว  ในอัตราครั้งละครึ่งหนึ่งของระยะที่เคยใส่ในตอนแรก
            บ่อที่มีอาหารธรรมชาติมากหรือน้อยนั้นสังเกตได้จากสีของน้ำ  ถ้าน้ำมีสีเขียวมากแสดว่ามีอาหารจำพวกพืชเล็กๆ  อยู่มาก  แต่ถ้าน้ำในบ่อมีสีค่อนข้างคล้ำ  มักจะมีสีอาหารจำพวกไรน้ำมาก  ส่วนวิธีที่จะใช้วัดอาหารธรรมชาติในบ่อว่ามีเพียงพอหรือไม่  ควรใช้มือจุ่มลงไปในน้ำ  ให้ลึกประมาณถึงข้อศอก  ถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือ  แสดงว่ามีอาหารเพียงพอ  แต่ถ้าน้ำใสจนแลเห็นฝ่ามือก็แสดงว่ามีอาหารธรรมชาติน้อย  ควรเติมปุ๋ยลงไปอีก
            2.  ลูกปลาขนาดยาวเกินกว่า  3  เซนติเมตร  อาหารที่ให้ควรเป็นพวกรำ  ปลายข้าวบด  กากถั่วเหลือง  อาหารเหล่านี้ทำให้เป็นผงโรยตามข้างบ่อในตอนเช้าและตอนเย็น
            ลูกปลาที่เลี้ยงในบ่ออนุบาลเหล่านี้  เมื่อมีขนาด 5-7  เซนติเมตร  หรือ 2-3  นิ้วฟุต  ก็สามารถนำลงไปเลี้ยงในบ่ออื่นต่อไปได้

การเลี้ยงปลาใหญ่

            อาหารของปลาใหญ่  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ
            1.  อาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยง  นอกจากพืชเล็กๆ  และพวกไรน้ำแล้ว  ยังมีพวกตะไคร่น้ำ  แหน  ตัวอ่อนของแมลง  แมลง  ไส้เดือนเล็กๆ  และพวกลูกหอย  ลูกกุ้ง  ฯลฯ   การที่จะทำให้มีอาหารธรรมชาติอยู่ในบ่ออย่างอุดมสมบรูณ์  จะต้องใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปในบ่ออยู่เสมอ  การที่จะเพิ่มปุ๋ยให้มีปริมาณมากน้อยเพียงใด  ตลอดจนจำนวนครั้งที่จะใส่ปุ๋ย  ควรสังเกตจากสีของน้ำในบ่อเป็นเกณฑ์ 
           2.  อาหารสมทบที่ควรให้เพิ่มเติม  เนื่องจากอาหารธรรมชาติซึ่งมีอยู่ในบ่ออาจจะไม่เพียงพอกับจำนวนปลาที่เลี้ยง  ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องให้อาหารสมทบเพิ่มเติม  เพื่อเป็นการเร่งให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้นได้แก่
                        -  แหนเป็ดและไข่น้ำ  ใช้โปรยให้กินสดๆ
                        -  เศษผัก  ผักบุ้ง  ผักกาดขาว  และเศษผักต่างๆ  ใช้ต้มให้เปื่อยผสมกับรำหรือปลายข้าว
                        -  กากถั่วเหลือง  กากถั่วลิสง  ใช้แขวนหรือใส่กะบะไม้ไว้ในบ่อ
                        -  ปลายข้าวและรำละเอียด  ใช้ผสมกับปลายข้าว  ต้มให้สุกแล้วผสมกับรำละเอียดปนกับเศษผักเล็กน้อย
                        -  ส่วนอาหารจำพวกสัตว์เนื้อ  หรือสัตว์ที่มีชีวิต  เช่น  ตัวไหม  ปลวก  ไส้เดือน  หนอน  มด  ฯลฯ  ใช้โปรยให้กิน  พวกเครื่องในและเลือดของพวกสัตว์ต่างๆ  เช่น  หมู  วัว  ควาย  ต่างประเทศมักนิยมใช้ผสมปนอาหารดังกล่าวมาแล้ว

 การให้อาหาร

                        การให้อาหารแก่ปลาไน  ควรให้วันละครั้งเดียวในช่วงเช้า  โดยจะโยนอาหารให้กิน  หรือหาไม้มาทำแป้นใส่อาหารให้แก่ปลา  ให้แป้นไม่อยู่ใต้ผิวน้ำประมาณ  30  เซนติเมตร  อาหารที่ให้แต่ละครั้งอย่าให้มีประมาณมากจนเกินไป  เพราะเศษอาหารที่เหลืออยู่ในบ่อ  จะบูดเน่าเป็นอันตรายต่อปลา  จะทำให้ปลาอึดอัดหายใจไม่ออก  ไม่กินอาหาร  จะโผล่หัวลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ  อาการเช่นนี้  เรียกว่า  ปลาลอยหัว  ถ้าทิ้งไว้นานปลาจะตาย  เมื่อใดเห็นมามีอาการเช่นนี้  ให้รีบเปลี่ยนน้ำในทันทีเพื่อตักเอาเศษอาหารที่เหลือนั้นขึ้นจากบ่อ  หรือรีบย้ายปลาไปไว้ในบ่ออื่นก่อนที่จะถ่ายน้ำแล้วสูบน้ำใหม่เติมลงไป

ศัตรูและโรคพยาธิ

            ได้แก่  ปลาจำพวกที่กินเนื้อเป็นอาหาร  เช่น  ปลาชะโด  ปลาช่อน  ปลาบู่  ปลาเทโพ  พวกกบ  เขียด  เต่า  ตะพาบน้ำ  เหี้ย  นากและนก  เป็นต้น    ปลาไนไม่ค่อยจะเป็นโรคร้ายแรง  นอกจากในฤดูร้อน  ถ้าเลี้ยงปลาแน่นเกินไปหรือไม่ได้ทำการถ่ายเทน้ำเลย  อาจจะทำให้มีตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเกิดขึ้น  ตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเหล่านี้  เป็นพยาธิที่จะดูดกินเลือดของปลา  ทำให้ปลาอ่อนเพลียไม่กินอาหาร  และอาจมีอาการหนักถึงตาย  ดังนั้นจึงต้องคอยระวังอย่าให้เกิดน้ำเสีย  และอย่าให้ปลาในบ่อมีประมาณมากจนเกินไป

การเลี้ยงปลาทับทิม


การเลี้ยงปลาทับทิม 

การเลี้ยงปลาทับทิม

ประวัติความเป็นมาของปลาทับทิม

ประเทศไทยได้กำเนิดปลานิลสีแดง ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ปลานิล กับ ปลาหมอเทศ ซึ่งนอกจากสีภายนอกที่แตกต่างจากปลานิลธรรมดาแล้ว ภายในตัวปลาที่ผนังช่องท้องยังเป็นสีขาวเงิน คล้ายผนังช่องท้องของปลากินเนื้อและสีของเนื้อปลาเป็นสีขาวชมพูคล้ายเนื้อปลาทะเล
ที่เรียกว่า ปลานิลแดง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคือ ลูกปลานิลธรรมดาที่เกิดการกลายพันธุ์ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสีของลำตัวเท่านั้น แต่ยังคงรูปร่างของปลานิลไว้เช่นเดิม แต่ลูกที่ผิดพ่อผิดแม่ของปลานิลชนิดนี้ กลับมีผลในทางบวกหรือมีผลดีแก่ตัวของมันเองนะคะ คือเป็นปลาที่มีสีสวยเป็นสีชมพูอมแดงซึ่งปลานิลแดงนี้สามารถนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้
เมื่อนำปลานิลแดงมาประกอบอาหารแล้ว พบว่าปลานิลแดงกลับให้รสชาติและคุณภาพสูงกว่าปลานิลธรรมดา ปลานิลแดงที่กำเนิดในเมืองไทยนั้น พบครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2511 ที่สถานีประมงน้ำจืดอุบลราชธานี แต่ลักษณะสีของลำตัวปลายังไม่เด่นชัดนัก โดยเฉพาะที่ส่วนหัวยังมีสีกระดำกระด่าง และอาศัยปะปนอยู่กับฝูงปลานิลธรรมดา ต่อมาได้มีการปรับปรุงพันธุ์จนกลายเป็นปลานิลแดงที่มีสีสันนิ่งขึ้น

 ลักษณะของปลาทับทิม

1.เส้นใยเนื้อละเอียดแน่นจึงมีรสชาติดีและปราศจากกลิ่น
2.มีไขมันต่ำมากจึงปราศจากกลิ่นที่เกิดจากไขมันในตัวปลาและเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์
3.ปริมาณเนื้อบริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง40เปอร์เซ็นต์และมีส่วนสันหนามาก
4.ส่วนหัวเล็กโครงกระดูกเล็กก้างน้อย
5.ผิวมีสีแดงอมชมพูเนื้อทุกส่วนสีขาวทำให้น่ารับประทาน
6.เจริญเติบโตในความเค็มสูงถึง         25        ppt
7.อัตราการเจริญเติบโตเร็วมาก
8. การกินอาหารเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคสัตว์น้ำต่างๆได้ดี
9. สามารถเลี้ยงในกระชังมีความหนาแน่นสูงได้โดยไม่มีผลเสียต่อปลาให้ผลผลิตเฉลี่ยกิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
556
การเตรียมบ่อ
1.  บ่อใหม่  หมายถึง  บ่อดินที่ชุดใหม่จึงไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคปลา  แต่การคำนึงความเป็นกรดเป็นด่างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพแต่ละพื้นที่ของดิน  ดังนั้นบ่อใหม่ควรพิจารณากระทำสิ่งต่อไปนี้
1.1  ต้องมีการวัด  pH  และปรับ pH  ของน้ำให้อยู่ในช่วง 6.5 – 8.5  ซึ่งดินโดยทั่วไปจะใส่ปูนขาวประมาณ  100 – 150  กก./ไร่
1.2  ใส่ปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินอัตราที่ควรใส่  คือ  200 – 250  กก./ไร่  หรือมากกว่านั้น
1.3  สูบน้ำใส่บ่อ  ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ  1 – 2  สัปดาห์  เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติอย่างสมบูรณ์และปรับสภาพให้เหมาะสมแก่การเลี้ยงปลา  หรืออาจนำพันธุ์ไรแดงมาปล่อยเพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติ
1.4  การปล่อยลูกปลาควรปล่อยในตอนเช้า  เพราะอากาศและน้ำมีอุณหภูมิต่ำทำให้ปลาไม่ช๊อคในขณะปล่อยควรจะนำถุงบรรจุปลาแช่น้ำทิ้งไว้  10 – 20  นาที  หรือค่อย ๆ เติมน้ำเข้าไปในถุงเพื่อให้อุณหภูมิใกล้เคียงกันแล้วจงเทลูกปลาลงบ่อ
2.  บ่อเก่า  เป็นบ่อซึ่งผ่านการเลี้ยงมาแล้วก่อนปล่อยลูกปลาลงย่อ  ควรปฏิบัติดังนี้                            1.1    ระบายน้ำออกและจับปลาที่ยังคงเหลืออยู่ออกให้หมด
2.2 ลอกเลนพร้อมกำจัดวัชพืชออกให้หมด  เพราะเป็นที่อยู่ของศัตรูปลาเลนจะเป็นที่หมักหมมของอินทรีย์วัตถุและโรคปลา  และตกแต่งบริเวณคันบ่อที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์
2.3  ควรตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 วัน  แสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ในบ่อให้หมดไป
2.4  ใช้ปูนขาวอัตราส่วน  50 – 100  กิโลกรัม / ไร่  หรือมากกว่า  ถ้าดินเป็นกรด  ปูนขาวจะช่วยฆ่าเชื้อโรค  ศัตรูปลาและช่วยปรับสภาพดิน  โดยหว่านปูนขาวให้ทั่วบ่อ
2.5  ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา  100 – 200  กิโลกรัม / ไร่  เพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติให้กับบ่อปลา
2.6  สูบน้ำใส่บ่อทิ้งไว้  10 – 15  วัน  อาหารธรรมชาติสำหรับลูกปลาจะมีปริมาณเพียงพอ
2.7  บ่อเก่าถ้าสูบน้ำออกไม่หมดให้ฆ่าศัตรูพืชปลาด้วยโล่ติ้น  หรือกากชา  อัตรา 5 – 10  กิโลกรัม  ต่อ น้ำ  100  ลูกบาศก์เมตร  จะทำให้ศัตรูปลาตาย  ทิ้งไว้ 5 – 7  วัน  พิษของสารพิษจะสลายตัวทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำ
2.8  ในกรณีที่ต้องการปรับปรุงบ่อเก่าหลังการจับปลาและฆ่าศัตรูปลาแล้วแต่ไม่ได้ระบายน้ำทิ้งเพราะขาดน้ำใหม่ควรใช้ปูนขาวในอัตรา  250 – 300  กิโลกรัม / ไร่

 ขั้นตอนการเลี้ยงปลาทับทิม

1. จัดเตรียมกระชังปลาสำหรับเลี้ยงปลา ระยะเวลา 4 เดือน เดือนแรก 4 กระชัง เดือนที่สอง 4 กระชัง เดือนที่สาม 4 กระชัง เดือนที่สี่ 4 กระชัง รวมแล้ว 16 กระชัง (เป็นการเลี้ยงครบวงจรดูรายละเอียดการเลี้ยง)
001
2. เตรียมพันธุ์ปลาทับทิม ลูกปลาทับทิม ที่ยังไม่ได้รับการอนุบาล จะตกราคาตัวละ 50 สตางค์ แต่มีอัตราการเสี่ยงสูง เพราะเมื่อเลี้ยงแล้วจะมีอัตราการตายสูงถึง 60%
3. เตรียมพันธุ์ปลาทับทิม ลูกปลาทับทิม ที่ได้รับการอนุบาลแล้วคือ มีอายุ ประมาณ 2 เดือน น้ำหนักตัวอยู่ที่ 35-40 กรัม ราคาตัวละ 3.50 บาท (ผู้เขียนแนะนำให้ใช้ลูกปลาที่ผ่านการอนุบาลแล้วลดอัตราการเสี่ยง เพราะจะเสียหายเพียง 5-6% เท่านั้น) เมื่อเตรียมพันธุ์ปลาแล้ว (สามารถติดต่อซื้อลูกปลาได้แล้วและกำหนดวันส่งอย่างแน่นอน)
1. นำกระชังปลาที่เตรียมไว้ จำนวน 4 กระชัง ลงน้ำ ไว้เพื่อให้กระชังสร้างความสมดุลกับน้ำและหาข้อบกพร่องของกระชัง ไม่ว่าจะเป็นทุ่นตะแกรง เพราะเมื่อนำลูกปลาลงเลี้ยงแล้ว จะแก้ไขไม่ได้
2. นำลูกปลาที่ผ่านการอนุบาลแล้ว (อายุ 2 เดือน น้ำหนักอยู่ที่ 35-40 กรัม ราคาตัวละ ประมาณ 3.50 บาท) จำนวน 950 ตัว ต่อหนึ่งกระชัง ลงทั้งหมด 4 กระชัง ในวันแรกของการลงลูกปลา หลังจากที่ลูกปลาสามารถปรับสภาพกับน้ำได้แล้ว ให้นำยาปฏิชีวนะ วิตามิน ผสมในอาหารสำเร็จรูป สูตร 9950 เป็นเวลา 7 วัน วันละ 4 ครั้ง คือเวลา 08.00 น. – 11.00 น. – 13.30 น. – 16.30 น. (ไม่ให้เลยเวลาของลูกจ้าง ถ้าเกษตรกรเลี้ยงเอง สามารถยืดเวลาออกไปได้อีก) ให้ดูน้ำหนักของลูกปลาจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 4% (น้ำหนักอยู่ที่ 50-55 กรัม)
3. หลังจากเลี้ยงได้ 7 วันแล้ว ให้อาหารสำเร็จรูปสูตร 9950 โดยไม่ต้องผสมยาปฏิชีวนะและวิตามิน ใช้เวลา 15-20 อัตราการเจริญเติบโตของปลาอยู่ที่ 100-120 กรัม (จากวันที่ลงลูกปลา)
4. หลังจากเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน ให้เปลี่ยนอาหารสำเร็จรูป สูตร 9951 โดยไม่ต้องผสมยาและวิตามิน ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 60 วัน อัตราการเจริญเติบโตของปลา อยู่ที่ 400-500 กรัม
5. ระยะเดือนสุดท้าย ให้เปลี่ยนอาหารสำเร็จรูป สูตร 9952 โดยไม่ต้องผสมยาและวิตามิน น้ำหนักปลาอยู่ที่ 800 กรัม (เป็นน้ำหนักมาตรฐาน) ซึ่งสามารถจับขายได้ ระยะเวลาการเลี้ยงตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงเวลาจับขาย ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 เดือน (120 วัน)
การเพาะขยายพันธุ์
1. ปลาที่จะนำมาเพาะขยายพันธุ์จะสมบูรณ์เพศเมื่ออายุประมาณ 4 เดือนขึ้นไป แต่ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 จะสมบูรณ์เพศเมื่ออายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป โดยความยาวของปลาที่เหมาะสมไม่ควรต่ำกว่า 10 ซม.และน้ำหนักไม่น้อยกว่า 150 กรัม
2. เตรียมบ่อเพาะโดยสูบน้ำในบ่อให้แห้ง โรยปูนขาว 60 – 100 กก./ไร่ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วเติมน้ำลงไป 80 – 100 ซม. เติมปุ๋ยคอก 200 กก./ไร่ หรือปุ๋ยเคมี 8 กก./ไร่ ทิ้งไว้ให้น้ำเขียว

68
3. ปล่อยปลาเพศผู้และเมีย อัตรา 1 : 2-5 โดยปล่อย 4 ตารางเมตร ต่อ 3 ตัว
4. เพศผู้จะทำรังโดยขุดหลุดที่บริเวณขอบบ่อ และผสมพันธุ์กับเพศเมีย เมื่อผสมพันธุ์กันแล้วเพศเมียจะอมไข่ไว้ในปาก โดยเพศเมียจะวางไข่ครั้งละ 500 – 2,000 ฟอง และจะอมไข่นานประมาณ 10 วันโดยไม่กินอาหาร ไข่จะใช้เวลาฟักประมาณ 4 – 6 วัน
5. แม่ปลาจะพักฟื้น 4 – 6 สัปดาห์ ก่อนวางไข่ครั้งต่อไป
6. หลังจากคัดพ่อแม่พันธุ์ลงบ่อ 45 – 60 วัน จะได้ลูกปลาขนาด 2 – 3 ซม. ประมาณ 5,000 – 60,000 ตัว/ไร่
7. หากอุณหภูมิน้ำในฤดูหนาวต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส หรือฤดูร้อนสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส ปลาจะไม่วางไข่
 การคัดพ่อแม่พันธุ์
1.คัดลักษณะที่ดีโตเร็วกว่าในรุ่นเดียวกัน
2.คัดปลาเพศเมียใช้ประมาณ20%ของจำนวนปลาเพศเมียทั้งหมด
3.คัดปลาตัวผู้มาใช้จำนวนครึ่งหนึ่งของปลาเพศเมีย
565

การเพาะขยายพันธุ์ปลานิลและทับทิมในบ่อซีเมนต์
1. ควรมีพื้นที่ต่อบ่อไม่น้อยกว่า 50 ตารางเมตร กักเก็บน้ำสูงไม่ต่ำกว่า 1 ม. มีท่อ เติมและระบายน้ำที่ดี
2. ควรอยู่กลางแจ้งและมีการคลุมหลังคาบางส่วนประมาณ 30 – 50 % ของบ่อ
3.อัตราการปล่อย3ตัว/ตารางเมตรอัตราส่วนเพศผู้ต่อเมีย1:2
4.เก็บลูกปลาหลังจากปล่อยเพาะ20วัน
5.ผลผลิตที่ได้ประมาณ500–1,000ตัว/ตารางเมตร/เดือน
การเพาะพันธุ์ปลานิลและปลาทับทิมในกระชัง
1.ใช้กระชังอวนมุ้งฟ้าความถี่ของตาอวนไม่ต่ำกว่า18ตา/นิ้ว
2.ความลึกของกระชังไม่ต่ำกว่า1เมตร
3.อัตราการปล่อย3-6ตัว/ตารางเมตร
4.อัตราส่วนเพศผู้ต่อเมีย1:2-3
5. เก็บผลผลิตทุก ๆ 20 วัน ได้ลูกปลา 500 – 1,000 ตัว/ตารางเมตร/เดือน
ขั้นตอนการเลี้ยงปลาทับทิมให้ได้ผลดี
1. จัดเตรียมกระชังปลาสำหรับเลี้ยงปลา ระยะเวลา 4 เดือน เดือนแรก 4 กระชัง เดือนที่สอง 4 กระชัง เดือนที่สาม 4 กระชัง เดือนที่สี่ 4 กระชัง รวมแล้ว 16 กระชัง (เป็นการเลี้ยงครบวงจรดูรายละเอียดการเลี้ยง)
2. เตรียมพันธุ์ปลาทับทิม ลูกปลาทับทิม ที่ยังไม่ได้รับการอนุบาล จะตกราคาตัวละ 50 สตางค์แต่มีอัตราการเสี่ยงสูงเพราะเมื่อเลี้ยงแล้วจะมีอัตราการตายสูงถึง60%
3. เตรียมพันธุ์ปลาทับทิม ลูกปลาทับทิม ที่ได้รับการอนุบาลแล้วคือ มีอายุ ประมาณ 2 เดือน น้ำหนักตัวอยู่ที่ 35-40 กรัม ราคาตัวละ 3.50 บาท (ผู้เขียนแนะนำให้ใช้ลูกปลาที่ผ่านการอนุบาลแล้วลดอัตราการเสี่ยง เพราะจะเสียหายเพียง 5-6% เท่านั้น) เมื่อเตรียมพันธุ์ปลาแล้ว (สามารถติดต่อซื้อลูกปลาได้แล้วและกำหนดวันส่งอย่างแน่นอน)
1. นำกระชังปลาที่เตรียมไว้ จำนวน 4 กระชัง ลงน้ำ ไว้เพื่อให้กระชังสร้างความสมดุลกับน้ำและหาข้อบกพร่องของกระชัง ไม่ว่าจะเป็นทุ่นตะแกรง เพราะเมื่อนำลูกปลาลงเลี้ยงแล้วจะแก้ไขไม่ได้
2. นำลูกปลาที่ผ่านการอนุบาลแล้ว (อายุ 2 เดือน น้ำหนักอยู่ที่ 35-40 กรัม ราคาตัวละ ประมาณ 3.50 บาท) จำนวน 950 ตัว ต่อหนึ่งกระชัง ลงทั้งหมด 4 กระชัง ในวันแรกของการลงลูกปลา หลังจากที่ลูกปลาสามารถปรับสภาพกับน้ำได้แล้ว ให้นำยาปฏิชีวนะ วิตามิน ผสมในอาหารสำเร็จรูป สูตร 9950 เป็นเวลา 7 วัน วันละ 4 ครั้ง คือเวลา 08.00 น. – 11.00 น. – 13.30 น. – 16.30 น. (ไม่ให้เลยเวลาของลูกจ้าง ถ้าเกษตรกรเลี้ยงเอง สามารถยืดเวลาออกไปได้อีก) ให้ดูน้ำหนักของลูกปลาจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 4% (น้ำหนักอยู่ที่  50-55กรัม)
3.หลังจากเลี้ยงได้ 7 วันแล้ว ให้อาหารสำเร็จรูปสูตร 9950 โดยไม่ต้องผสมยาปฏิชีวนะและวิตามิน ใช้เวลา 15-20 อัตราการเจริญเติบโตของปลาอยู่ที่ 100-120 กรัม (จากวันที่ลงลูกปลา)
4. หลังจากเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน ให้เปลี่ยนอาหารสำเร็จรูป สูตร 9951 โดยไม่ต้องผสมยาและวิตามิน ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 60 วัน อัตราการเจริญเติบโตของปลา อยู่ที่ 400-500กรัม
5. ระยะเดือนสุดท้าย ให้เปลี่ยนอาหารสำเร็จรูป สูตร 9952 โดยไม่ต้องผสมยาและวิตามิน น้ำหนักปลาอยู่ที่ 800 กรัม (เป็นน้ำหนักมาตรฐาน) ซึ่งสามารถจับขายได้ ระยะเวลาการเลี้ยงตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงเวลาจับขาย ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 เดือน (120 วัน)
004.



ตัวอย่างสูตรอาหารปลานิลแดง (ปลาทับทิม)
 
วัตถุดิบ 
โปรตีน 35%
โปรตีน 32%
โปรตีน 28%
 
(ลูกปลาอายุ 1 เดือน – 2 เดือน)
(ปลา 2 เดือน ถึง 3/3.5 เดือน)
(ปลา 3/3.5 เดือน- 4/4.5 เดือน)
 
ปลาป่น (58-60%)
35%
30%
24%
 
กากถั่วเหลือง
30%
30%
30%
 
ปลายข้าว
25%
30%
37%
 
สารเหนียว
5%
5%
5%
 
น้ำมันพืช
4%
4%
3%
 
วิตามิน+แร่ธาตุรวม
1%
1%
1%
 
วิตามิน ซี
0.1%
0.1%
0.1%
 
ราคา/กก. (บาท)
14.10
13.40
12.35
 
(ไม่รวมค่าวิตามิน+แร่ธาตุและวิตามิน ซี)
 
พลังงานในอาหาร (D.E)           ( kcal/100g )
385
382
375
 
พลังงาน/โปรตีน (P/E)
114
118
133
 
ลักษณะเด่น 9 ประการ ของปลาทับทิม
1. เส้นใยเนื้อละเอียดแน่น จึงมีรสชาติดีและปราศจากกลิ่น
2. มีไขมันต่ำมากจึงปราศจากกลิ่นที่เกิดจากไขมันในตัวปลา และเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์
3. ปริมาณเนื้อบริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และมีส่วนสันหนามาก
4. ส่วนหัวเล็ก โครงกระดูกเล็ก ก้างน้อย
5. ผิวมีสีแดงอมชมพู เนื้อทุกส่วนสีขาว ทำให้น่ากิน
6. เจริญเติบโตในความเค็มสูงถึง 25 ppt
008
7. อัตราการเจริญเติบโตเร็วมาก
8. การกินอาหารเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคสัตว์น้ำต่างๆ ได้ดี
9. สามารถเลี้ยงในกระชังมีความหนาแน่นสูงได้ โดยไม่มีผลเสียต่อปลา ให้ผลผลิตเฉลี่ย 40 กิโลกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร
ปลา ทับทิมดีนั้น เป็นปลาที่มีรสชาติดี เนื้อแน่น หวานหอม
มีโภชนาการสูง อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ตรงนี้เอง
ไขมันอิ่มตัวจากสัตว์บก อาจก่อให้เกิดการสะสมของไขมัน
ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิต
จึงเป็นการดีที่จะบริโภคเนื้อสัตว์น้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะเนื้อปลา
เป็นเนื้อสัตว์ที่มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
ทำให้ไม่เกิดการสะสมในผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงจากโรคเกี่ยวกับหัวใจ
โรคความดันโลหิตนอกจากนี้ ปลาทับทิมที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูป
คุณภาพสูงจะมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดโอเมก้า 3 สูงกว่าปลาน้ำจืด
ปลาน้ำกร่อย ตามธรรมชาติทั่วไปถึง 4 เท่าอีกด้วย โอเมก้า 3 คือ
กรดไขมันที่จำเป็นประเภทไม่อิ่มตัว ซึ่งมีผลดีมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
สรรพคุณของน้ำมันปลา (จากส่วนหัวและเนื้อปลา ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) คือ
1. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน
2. ช่วยบำรุงสมองเสริมสร้างความจำ
3. ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของโรคข้ออักเสบ
4. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ดังนั้น การบริโภคปลาหรือน้ำมันปลาเป็นประจำ จึงมีผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
ราคา ขายของปลาทับทิมในขณะนี้ (ช่วงเดือนกรกฎาคม) อยู่ที่กิโลกรัมละ
45-60 บาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2551)
ราคาขายของปลาทับทิมอยู่ที่กิโลกรัมละ 45-78 บา